Archive for December, 2011

PostHeaderIcon การเลือกลิปสติกให้เหมาะกับริมฝีปาก

  เนื้อสเตนหรือทินท์ ลิปสติกเนื้อ Stain มีลักษณะกึ่งน้ำผสมสี เมื่อทาลงบนเรียวปาก เนื้อสีจะซึมไปตามผิวชั้นนอกของริมฝีปาก ทำให้สีติดทนนาน ส่วนใหญ่เน้นไปทางสีแดงสดและสีโทนเข้ม หากใช้ร่วมกับลิปกลอสใส หรือกลอสสีอ่อน ๆ จะเลิศมาก

  เนื้อแมตต์ ถ้าต้องการลุคในแบบเรียบนุ่ม แต่ดูสวยเฉี่ยวแบบหนักแน่น ควรใช้ลิปสติกเนื้อแมตต์มาแต่งแต้มริมฝีปาก เพราะเนื้อแมตต์นั้นปราศจากความมันวาวโดยสิ้นเชิง ให้สีด้านอย่างมีสไตล์

  เนื้อครีม หากต้องการความคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงและเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง ควรเลือกใช้ลิปสติกเนื้อครีม  เพราะลิปเนื้อครีมนั้นมีเนื้อเนียนนุ่มสนิทแนบไปกับเรียวปาก ให้สีได้เด่นชัด นอกจากนี้ยังปรับใช้เป็นครีมบลัชออนช่วยเพิ่มสีให้พวงแก้มคุณได้ด้วย

  ลิปไลเนอร์ เหมาะกับวันที่คุณต้องการความเนี้ยบมากเป็นพิเศษลิปไลเนอร์ที่ดีต้องมีเนื้อ นุ่มกำลังดี ไม่นิ่มจนและเขียนไม่เป็นเส้น แต่ก็ไม่แข็งจนขูดขอบปากเป็นรอยแดง

  เนื้อบางใส หากต้องการริมฝีปากที่บางใสและมันวาว (Sheer) ควรเลือกใช้ลิปสติกเนื้อบางใสมาแต่งแต้มริมฝีปาก ให้ริมฝีปากดูอวบอิ่ม ชุ่มชื่น แวววาวเป็นประกาย

  ลิปกลอส หากต้องการความเป็นธรรมชาติ ลิปกลอสช่วยคุณได้ด้วยเนื้อที่ใสไม่ค่อยออกสี แต่ให้ความชุ่มฉ่ำบนริมฝีปากได้ดี คุณจึงเป็นสาวใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  Long-lasting เหมาะกับสาว ๆ ที่ชีวิตวุ่นวายตลอด ตารางเวลาแน่นตลอดทั้งวัน ลิปสติกแบบ Long-lasting นี้จะให้สีที่ชัดเจน เหมือนลิปสติกเนื้อครีม แต่จะมีความแห้งยิ่งกว่าเพื่อให้เนื้อลิปสติกติดบนริมฝีปากของคุณได้นานยิ่ง ขึ้น

PostHeaderIcon เขี่ยสิวไกลผิวสวย

สิว สิว สิวเป็นการอักเสบเรื้อรังของท่อรูขนและต่อมไขมัน ลักษณะผื่นมีความแตกต่างกัน มีทั้งที่เป็นตุ่มเล็กๆอาการไม่รุนแรง จนถึงตุ่มอักเสบบวมแดงเจ็บซะไม่มี แบ่งประเภทของสิวได้สองแบบคือ สิวไม่อักเสบ จะเป็นตุ่มเล็กๆตรงกลางเป็นสีดำเรียกว่า สิวหัวดำ เกิดจากไขมันของเซลล์ที่ตายแล้วกับขนอ่อนบนใบหน้ากอดคอกันอุดตันอยู่ในรูขุมขน อีกชนิดจะเป็นตุ่มสีผิวหนังปกติ หรือที่เรียกว่า สิวหัวขาว ซึ่งเกิดจากน้ำมันจากต่อมไขมันจากต่อมไขมันผนึกร่างกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วรุมกันอุดตันและตกค้างอยู่ในรูขุมขนไม่ยอมไปไหน สิวอักเสบ จะมีตั้งแต่ที่เป็นตุ่มแดง ตุ่มหนอง และตุ่มแดงขนาดใหญ่อักเสบหรือสิวหัวช้างบวกกับเจ็บมากถึงมากที่สุด เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกบนใบหน้า รู้ทันต้นสายปลายเหตุ สาเหตุที่ทำให้เกิดสิวนั้นๆ จริงๆแล้วไม่มีสาเหตุใดมาเดี่ยวๆเป็นการทำงานร่วมกันหลายๆปัจจัยไม่ว่าจะเป็น ฮอร์โมน แบคทีเรีย ความเครียด พันธุกรรม เครื่องสำอาง สบู่ล้างหน้า ผลิตภัณฑ์ใช้แต่งผม หรือแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อม แต่ที่แน่ๆจะเป็นต่อมไขมันบนใบหน้าที่พอโดนอากาศร้อนอบอ้าวก็เริ่มผลิตน้ำมันออกมาอาละวาดอุดตันรูขุมขนทุกที ยิ่งไปเจอกับเจ้าเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกในอากาศด้วยแล้วก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้สิวปูดเป่งขึ้นมาดีๆนี่เอง สกัดสิวร้าย ก่อนทำลายหน้า หมั่นรักษาความสะอาดบนใบหน้า แต่ไม่ต้องถึงขนาดล้างหน้าวันละสี่เวลา เหมือนกินยาขนานใหญ่ แค่ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดขจัดสิ่งสกปรกและควบคุมความมันสูตรอ่อนโยนต่อผิว อย่าถูหน้าให้รุนแรงเกินไป เพราะจะทำให้ใบหน้าระคายเคือง จนผิวแห้งและลอกได้ แล้วยิ่งสิวขึ้นอยู่แล้วควรล้างหน้าอย่างเบามือที่สุด การถูหน้าอย่างไม่บันยะบันยัง จะยิ่งทำให้เจ้าสิวแทคทีมกันขึ้นมากกว่าเดิมอีก เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสูตรไร้น้ำมัน (oil-free) อ่อนโยนต่อผิว แพ้ง่ายหรือมีโอกาสเป็นสิวง่าย และทำความสะอาดผิวได้สะอาดหมดจด อย่ามือซนบีบหรือแกะสิว เพราะเห็นว่าเป็นวิธีง่ายที่จะกำจัดเจ้าวายร้ายออกไปให้พ้นหูพ้นตาได้รวดเร็วที่สุด เพราะจะเกิดรอยแผลเป็นไว้ให้ดูต่างหน้าช้ำใจกันเปล่าๆ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ แม้ไม่มีผลวิจัยใดยืนยันว่า การนอนดึกเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวก็ตาม หากแต่ถ้าอดหลับอดนอนมาทั้งคืน ร่างกายก็ย่อมอ่อนแอเป็นธรรมดา ทีนี้เจ้าเชื้อแบคทีเรียก็จะจู่โจมทำให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้น Be Careful! ยารักษาสิวมีหลายกลุ่มด้วยกัน เช่น กลุ่มยาปฎิชีวนะชนิดทาทำให้สิวหลุดออก ช่วยลดการอักเสบ และทำให้สิวยุบ อย่าง กรดซาลิไซลิคหรือเบนซอยด์เปอรอกไซด์ จะออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อและลดปริมาณกรดไขมันอิสระใช้ได้ดีกับสิวอักเสบและไม่อักเสบและไม่อักเสบ แต่ต้องระวังการเกิดอาการระคายเคืองหรืออาการแพ้ที่ผิวหนัง ยาประเภท Antiboitics ชนิดทาเฉพาะที่จะช่วยลดการอักเสบของสิว ใช้ได้ดีกับสิวชนิดอักเสบมีตุ่มนูนแข็งและสิวหนองหัวตื้น แต่ถ้าใช้นานๆก็ระวังเชื้อโรคจะดื้อยา ควรไปพบแพทย์เมื่อเป็นสิว แม้จะเป็นสิวอักเสบเล็กน้อยก็ตาม เพราะแพทย์จะให้ยาทาและยารับประทาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ถ้าเป็นยารับประทาน มักเป็นยาปฎิชีวนะที่จะช่วยลดจำนวนแบคทีเรีย ทำให้กรดไขมันลดลง ลดการอักเสบของสิว ทั้งนี้ไม่ควรซื้อยารับประทานแก้สิวเองเพราะอาจมีผลข้างเคียง Remember หลังออกกำลังกายหรือมีเหงื่อออกมาก ควรล้างหน้าด้วยสบู่ชนิดอ่อนและซับหน้าด้วยผ้าหรือกระดาษทิชชู่ที่สะอาด ก่อนไปนอนให้เขานวดตัวนวดหน้าที่สปา สังเกตด้วยว่าปลอกหมอนและที่นอนที่นั่นสะอาดหรือไม่ ถ้าไม่อาจใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดของคุณเองรองทับไปก่อน และขอร้องให้คนที่จะนวดหน้าให้ไปล้างมืออีกครั้ง ทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือและโทรศัพท์ที่ต้องใช้โทรอยู่เป็นประจำด้วยแอลกอฮอล์ เพื่อกำจัดแบคทีเรียและสิ่งสกปรกออกไป หลีกเลี่ยงการไว้ทรงผมที่ปรกหน้าหรือปิดข้างแก้ม เพราะผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผมหรือแม้แต่แชมพูหรือครีมนวดผม ก็มีส่วนที่ทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน สิวกับสุขภาพ ทำนายได้จากตำแหน่งของสิวบนใบหน้า หน้าผากด้านซ้ายและขวา อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : การย่อยอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ต่อมหมวกไต บ่งบอก : มีความเครียดสูง ระหว่างคิ้ว อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ตับ บ่งบอก : อาจมีปัญหาในการย่อยแลคโตส ทำให้ดื่มนมไม่ได้ ใบหูซ้ายและขวา อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไต บ่งบอก : มีของเสียคั่งค้างในร่างกาย อาจทำให้ตัวบวมได้ แก้มซ้ายและขวา อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไซนัสและปอด (แก้มส่วนบน) เหงือกและฟัน (แก้มส่วนล่าง) บ่งบอก : แพ้ควันบุหรี่ ภูมิแพ้เรื้อรัง หรือถ้าเป็นริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้ม อาจบ่งบอกถึงปัญหาเรื่องปอดหรือทางเดินหายใจ รอบดวงตาซ้ายและขวา อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไตและภูมิแพ้ บ่งบอก : การมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก พักผ่อนน้อยหรือขาดสารอาหาร จมูกและเหนือริมฝีปาก อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : หัวใจและระบบสืบพันธุ์ บ่งบอก : ถ้ามีสิวสีแดงเข้มขึ้นบริเวณจมูก บ่งบอกถึงโรคความดันโลหิตสูง แต่ถ้าเป็นสิวอุดตัน จะบ่งบอกถึงระบบฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ประจำเดือน วัยทอง หรือการใช้ยาคุมกำเนิด ใต้ริมฝีปากด้านซ้ายและขวา อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : รังไข่ บ่งบอก : ปัญหาสมดุลด้านฮอร์โมน แต่ถ้ามีปัญหาการอุดตันของสิวบริเวณใบหู แสดงว่าฟันกรามมีปัญหา

PostHeaderIcon 4 สูตรหน้าใส ทำได้ด้วยตัวเอง

ใครอยากมีหน้าใสฟังทางนี้ เกร็ดความรู้มีเคล็ดลับมาฝาก….. 1. สูตรเพิ่มความสดชื่นเปล่งปลั่งให้กับผิวหน้า ต้องล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจนสะอาด แล้วนำแอปเปิ้ลยังไม่ปลอกเปลือกสักครึ่งผลมาปั่นพอละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าเว้นเปลือกตา ทิ้งไว้ประมาณ 25 นาที แล้วล้างออก 2. สูตรลดริ้วรอย ทำให้หน้านวลใส นำแอปเปิ้ลครึ่งผลมาปั่นพอละเอียด แล้วก็คั้นมะนาวเอาแต่น้ำสัก 1 ช้อนชาใส่ลงไป คนให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกให้ทั่ว เว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก 3. สูตรหน้าเด้ง ไม่หยาบกร้าน เตรียมโยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะ และมะเขือเทศลูกเล็ก ๆ สัก 3 ลูก ปั่นโยเกิร์ตกับมะเขือเทศพอละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่ว โดยเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก 4. สูตรขัดหน้าขาว และลดริ้วรอยหมองคล้ำ นำโยเกิร์ต 1 ถ้วย ผสมกับเกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน นำมาพอกให้ทั่วใบหน้า แล้วขัด ๆ ถู ๆ ให้ทั่ว ขัด 5 นาที ทิ้งไว้อีก 5 นาที แล้วล้างออก ทำเดือนละครั้งกำลังดี ถ้าใครอยากมีผิวหน้าใส ก็ลองทำตามวิธีที่แนะนำกันได้

PostHeaderIcon สุดเริด หรือ สุดเชย ลุคไหนแน่ที่ใช่คุณ

ถ้าถามว่าสไตล์การแต่ตัวของคุณในตอนนี้เป็นแบบไหน ตอบได้มั้ยคะว่า “เริดๆ เชิดๆ” หรือ “เชยแสนเชย” ถ้าไม่กล้าฟันธงละก็ แบบทดสอบข้างล่างนี้ช่วยคุณได้ค่ะ 1. ข้อไหนข้างล่างนี้อธิบายสไตล์ของคุณได้ใกล้เคียงที่สุด a. เน้นความสบาย สไตล์คลาลสิค b. ไม่มีสไตล์เฉพาะเจาะจง มีอะไรก็ใส่ c. ยากที่จะอธิบาย บางทีก็อินเทรนด์ บางทีแค่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ ก็ออกจากบ้านได้แล้ว 2. คุณเปลี่ยนทรงผมครั้งสุดท้ายเมื่อไหร a. 2 ปีที่แล้ว b. 1 ปีที่แล้ว c. 3 เดือนที่แล้ว 3. สไตล์การเมกอัพของคุณเป็นแบบไหน a. แต่งหน้าน้อยมากหรือแทบจะไม่แต่งเลย b. ไม่ค่อยชอบลองสีใหม่ๆ เคยใข้สีไหนอยู่ ก็จะใช้สีนั้นประจำ c. เปลี่ยนโทนสีตามซีซั่น 4. คุณนัดเจอกับเกิร์ลแก๊งสมัยเรียนมัธยม เขาจะเอ่ยปากทักคุณว่า a. นี่เธอไม่เปลี่ยนไปเลยนะยะ ตอนเรียนเป็นยังไง ตอนนี้ก็ยังงั้นเลย b. ไม่นิ ไม่เห็นจะคอมเมนต์อะไรเลย c. อุ๊ยต๊าย เปลี่ยนไปซะจนแทบจำไม่ได้ เริดมากค่ะ 5. ครั้งสุดท้ายที่คุณเปลี่ยนแว่นกันแดด คือ a. ไม่คิดจะเปลี่ยน กะจะใช้จนกว่าจะพัง b. 2 ปีเปลี่ยนที c. ปีที่แล้ว เพราะแบบเก่ามันเอาต์ไปแล้ว

366038F9-C57E-40EA-9FF7-D97FBD12CE80.jpg

6. ของชิ้นไหนที่คุณซื้อล่าสุด a. เลกกิ้งสีดำ ิb. กางเกงขาสั้นสุดกิ๊บ c. ผ้าคาดหัวลายเก๋ 7. คุณมั่นใจลุคของตัวเองมากน้อยแค่ไหน a. ไม่เลย b. บ้างเป็นบางที c. ก็มั่นใจนะ 8. ปกติแล้วคุณชอบช้อปเสื้อผ้าช่วงไหน a. ไม่ค่อยช้อปบ่อยๆ หรอก นานๆ ซื้อทีตามอารมณ์ b. ช่วงที่กำลังเซลล์สุดๆ c. ช่วงเริ่มต้นหรือกลางซีซั่นเลย แหม จะได้นำเทรนด์ก่อนใครไงล่ะ 9. รองเท้าของคุณเป็นสไตล์ไหน a. แบบไหนก็ได้ ไม่เห็นจะสำคัญเลย b. สไตล์ที่เหมาะกับตัวเองที่สุด c. เขาฮิตอะไร ก็เปลี่ยนตามนั้น 10. กลัวมั้ยถ้าจะเปลี่ยนลุค a. ก็กลัวนะ เพราะมันยุ่งยาก อีกอย่างก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี b. ไม่กลัว เพราะเปลี่ยนยังไงก็ไม่ได้ทำให้ตัวเองดูแย่ลงหรอก c. ไม่กลัว เพราะมีเรื่องอื่นให้วอร์รี่อีกตั้งเยอะ

38B0BCFD-7EE7-4D8D-89B3-E595711A1D6C.jpg

มาดูเฉลยกันค่ะ ถ้าคำตอบของคุณส่วนใหญ่ คือ a โอ้วมายก๊อด คุณต้องรีบลุกขึ้นมาเปลี่ยนลุคตัวเองโดยด่วนเลยละค่ะ ไม่อย่างนั้น ป้าเรียกพี่แน่ๆ ลองหันมาเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวดูสิคะ เพิ่มสีสันให้กับชีวิต แล้วคุณจะรู้ว่าแฟชั่นไม่ได้เป็นเรื่องไร้สาระอย่างที่คิด b สไตล์การแต่งตัวของคุณดูโอเคแล้วละ ถึงแม้บางครั้งจะไม่ได้อินเทรนด์มากนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเอาท์นักหรอก ลองหาเวลาอัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ ดูบ้าง จากนิตยสารหรือทีวีก็ได้ จะช่วยให้คุณตามติดกระแสได้มากขึ้น c ว้าว! เจอตัวแล้วสาวอินเทรนด์ตัวจริง คุณชอบที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่บ่อยๆ และเกลียดอะไรที่ซ้ำซากจำเจ แต่ยังไงก็ควรคำนึงถึงเงินในกระเป๋าด้วยนะ อย่ามัวแต่เอาไปช้อปกันจนเพลิน เพราะยังมีสิ่งดีๆ รอให้คุณค้นพบอีกตั้งเยอะ

PostHeaderIcon 6 วิธี หุ่นดีสวยโดนใจ

 น้ำหนักส่วนเกินลดยังไงก็ไม่ลง นอกจากการควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว ยังมีวิธีที่สามที่ช่วยต่อกรกับไขมัน นั่นก็คือ สู้ด้วยจิตใจ กลอเรีย โทมัส ที่ปรึกษาด้านฟิตเนสบอก

          ในทางทฤษฎี การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยาก การกินอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนแต่พอประมาณออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ แต่ดูเหมือนความเบื่อหน่าย ความเครียด และอารมณ์ที่สับสน ทำให้คุณอดใจไม่ไหว หยิบไอศกรีม ดับเบิ้ลช็อกชิปใส่ปาก อันเดียวไม่พอ เผลอๆ ถึงสองอาหารกับความรู้สึกเกี่ยวข้องกัน ดังนั้นตามหลักเหตุผลแล้ว หากคุณต้องการกำจัดน้ำหนักส่วนเกินแล้ว คุณต้องเอาชนะความอยากกินให้ได้

1.    รู้จักจุดอ่อนของตัวเอง

          การทำความรู้จักพฤติกรรมการกินและการลดน้ำหนักของตัวเองถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี จงทำเครื่องหมายหน้าข้อความต่อไปนี้ที่ตรงกับคุณ

          ฉันลงมือควบคุมอาหารวันจันทร์ พอวันพุธทุกอย่างก็กลับสู่อีหรอบเดิม
          กินช็อกโกแลตทั้งที อันเดียวไม่พอหรอก อย่างฉันต้องครึ่งกล่อง
          ฉันลดน้ำหนักเท่าไรก็ไม่ลงสักที
          เครื่องชั่งน้ำหนักที่อยู่ในห้องน้ำเป็นสิ่งที่ฉันขาดไม่ได้
          อาหารเป็นชีวิตจิตใจของฉัน
          ฉันต้องคอยควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักอยู่เป็นประจำ
          ฉันกินจุมาก
          ฉันติดอาหารบางอย่างงอมแงม ต้องกิน ขาดไม่ได้
          ฉันชอบกินตามใจปากตัวเอง
          ฉันกินได้เรื่อยๆ ทั้งวัน
          ฉันไม่มีเวลาออกกำลังกาย
          ฉันไม่สนว่าอาหารชนิดไหนที่ควรระมัดระวัง
          ฉันลดน้ำหนักมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ดูเหมือนน้ำหนักยิ่งเพิ่ม
          เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น ฉันกินน้อย แต่พอกลับบ้านกินไม่ยั้ง
          ฉันมักกินอาหารที่ลูกๆ กินเหลือทิ้งไว้
          กินให้อิ่ม อย่าให้เหลือ นี่คือสิ่งที่ฉันยึดถือ
          ฉันหลอกตัวเองเป็นประจำว่าอาหารที่กินไม่ทำให้อ้วน
          ฉันจะกินๆๆ เวลารู้สึกหดหู่หรือเครียด

สิ่งที่ควรทำ
         
          มีเหตุผลมากมายที่ทำให้แผนควบคุมน้ำหนักองคุณล้มเหลวไม่ว่าจะเป็น เพราะเบื่องานที่ทำ หรือกินเพราะต้องการดับ ความเครียด ซึ่งวิธีต่อไปนี้ จะช่วยหยุดความล้มเหลว ดังกล่าวได้ เริ่มจากประเมินสิ่งที่คุณทำมาก่อนหน้านี้ โดยการทำเครื่องหมายหน้าแบบสอบถามที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อหาสาเหตุของความล้มเหลว เขียนสิ่งที่คุณพยายามทำก่อนหน้านี้เพื่อควบคุมน้ำหนัก โดยแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ หัวข้อแรกคือ “สิ่งที่ทำสำเร็จ” และ “สิ่งที่ทำไม่สำเร็จ” นึกถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายหลังการลดน้ำหนักล้มเหลว โดยคิดถึงผลในระยะสั้นและผลในระยะยาว จากนั้นไปที่ขั้นตอนที่ 2

2.    ความมุ่งมั่นตั้งใจ? ลืมมันไปซะ!

          การบอกกับตัวเองว่าอย่ากินนั่นกินนี่ วิธีนี้ไม่ได้ผล เพื่อหยุดตามใจปาก คุณต้องสร้างความสำนึกให้เกิดกับจิตส่วนลึกของคุณก่อน

          หยุดตำหนิตัวเองที่เผลอไปกินเอแคลร์ ช็อกโกแลตเข้า ความมุ่งมั่นตั้งใจหามีประโยชน์ไม่ในเวลาที่คุณกำลังลดน้ำหนัก นั่นเพราะไม่ว่าคุณจะบอกกับจิตสำนึกของคุณมากแค่ไหน คุณต้องทำให้จิตใต้สำนึกเกิดความมุ่งมั่นเสียก่อน สมองของคุณตอบสอนงต่อคำแนะนำที่คุณบอก แต่จะลบคำปฏิเสธทิ้ง ดังนั้นถึงคุณจะบอกกับตัวเองว่า “ฉันต้องไม่กินขนมพุดดิ้งชิ้นนั้นเพิ่มอีก ฉันต้องไม่กินอีกเป็นอันขาด” คุณรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้ลบคำว่า “ไม่” ออก แล้วคุณจะได้คำตอบ จะเห็นว่าความมุ่งมั่นตั้งใจไม่สามารถครอบง่าจิตใต้สำนึก

สิ่งที่ควรทำ

          พิจารณาชีวิตแต่ละด้านของคุณ มีด้านใดบ้างที่ความมุ่งมั่นตั้งใจให้ผลกับคุณ เกิดอะไรขึ้นเวลาที่คุณต้องการจำกัดอาหารบางอย่าง คุณสามารถปฏิเสธขนมขบเคี้ยวในงานปาร์ตี้หรือยอมทิ้งอาหารในจานเพราะอิ่มแปลได้หรือไม่ จงซื่อสัตว์กับตัวเองด้วยการเขียนคำตอบที่แท้จริงลงไป คุณอาจพบว่าความมุ่งมั่นตั้งใจช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เวลาคุณอยากกินอาหารมากๆ ถึงเวลาที่คุณน่าจะมองหาวิธีอื่นที่มีประโยชน์มากกว่านี้ดีกว่า

3.    สังเกตนิสัยที่ไม่ดี

          ประสบการณ์การกินในวัยเด็กมีอิทธิพลต่อการเลือกกินในตอนโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นจงระมัดระวังเรื่องอาหารการกินของคุณให้ดี รูปแบบการกินอาหารของเรามักได้รับอิทธิพลมาจากพ่อแม่และคนรอบข้าง ถ้าคุณถูกเลี้ยงให้โตมากับการกินเบอร์เกอร์และมันฝรั่งทอดกรอบ ย่อมอาจทำให้คุณชอบกินอาหารประเภทนี้เมื่อโตขึ้น ถ้าคุณถูกเลี้ยงให้โตมากับการกินผักที่ปลูกเองในบ้าน ก็ย่อมทำให้คุณมีแนวโน้มกินผักไปตลอดชีวิต การกินอาหารพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวอาจเป็นช่วงเวลาสบายๆ ผ่อนคลายหรืออาจเป็นเวลาของการมีปากเสียง ซึ่งพบได้บ่อยตอนคุณเป็นเด็ก เวลากินข้าวหมดจาน คุณจะได้ขนมเป็นรางวัล หรือถูกไล่ให้ไปนอนโดยไม่มีข้าวตกถึงทิ้งเวลาดื้อ เมื่อเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึง เพราะคุณโตเป็นผู้ใหญ่ คุณก็มักพยายามทำอะไรที่ตรงข้ามกับประสบการณ์ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำ

สิ่งที่ควรทำ

          ตรวจสอบนิสัยการกินภายในจิตใต้สำนึกของคุณ คุณเป็นคนประเภทไหน กินอะไรไม่ระวัง หรือกินจนเกลี้ยงจาน ไม่เหลือซักเม็ด ถึงแม้จะกินอิ่มแล้วก็ตาม คุณอาจขอให้แฟน ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนคอยเตือนสติคุณ เวลาคุณใช้จิตใต้สำนึกเป็นตัวตัดสินใจเรื่องการกิน เช่น การหยิบคุกกี้ในกระป๋องมากินโดยไม่คิด

4.    ใช้จินตนาการ

          ใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึกของคุณและค่อยๆ นำการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ชีวิตประจำวันเวลาที่คุณรู้สึกสงบผ่อนคลายอย่างเต็มที่ จิตใต้สำนึกมีความสำคัญ ดังนั้นจงเปิดรับการเปลี่ยนแปลง และคุณสามารถบงการจิตใต้สำนึกให้ทำตามฝันและแรงบันดาลใจของคุณได้ การฝึกทำสมาธิเป็นประจำ จะช่วยให้คุณทำจิตใจให้สงบเยือกเย็นได้ไม่ยาก ในข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติอย่างการฝันกลางวัน หรือช่วงเวลาก่อนนอนหรือหลังตื่นนอน ถือเป็นช่วงที่จิตใจรู้สึกผ่อนคลาย

สิ่งที่ควรทำ

          นั่งในทำสบายๆ บอกกล้ามเนื้อแต่ละส่วนให้ผ่อนคลาย กระทั่งกล้ามเนื้อแต่ละส่วนรู้สึกหนักจินตนาการว่าตัวคุณนั่งอยู่ขั้นบนสุดของบันได นับถอยหลังจาก 20 ลงไป หายใจเข้าลึกๆ ระหว่างถัดบันไดลงมาแต่ละขั้น จนถึงขั้นสุดท้าย กำหนดสมาธิไปที่ลมหายใจเข้าออก กระทั่งจิตใจสงบผ่อนคลายอย่างเต็มที่ คราวนี้ให้เลือกข้อความจากแบบสอบถามที่คุณทำเครื่องหมายไว้ขึ้นมา 1 หัวข้อ คุณอยากจินตนาการอย่างไร ตัวอย่างเช่น “ฉันลดน้ำหนักเท่าไร ก็ไม่ลงสักที” ให้บอกกับตัวเองแทนว่า “ฉันลดน้ำหนักได้ตามที่ต้องการ” หลับตาลงพร้อมนำข้อความนี้มาจินตนาการเป็นภาพ นึกภาพตัวคุณเองในแบบที่คุณอยากเป็น คุณเห็นตัวเองลดน้ำหนักได้สำเร็จ เติมรายละเอียดต่างๆ สีสัน เสียง และความรู้สึกให้กับภาพในจินตนาการของคุณ ดื่มต่ำความสุขกับภาพบวกนี้ตราบเท่าที่คุณต้องการ จากนั้นลืมตาขึ้น

5.    เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง

          มอบความรักให้ร่างกายของคุณ พุ่งเป้าที่จะทำให้หุ่นดีและร่างกายแข็งแรง โดยการตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง
คนส่วนใหญ่ลดน้ำหนักไม่ได้ผล เพราะอยากมีหุ่นดีในแบบที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณมีหุ่นตัน ลำตัวหนา การควบคุมอาหาร วิ่ง ว่ายน้ำ หรือไม่ว่าจะวิธีใดในโลกนี้ ก็ไม่อาจทำให้รูปร่างของคุณเหมือนนางแบบ แอล แมคเฟอร์สัน ไปได้ ยิ่งคุณพยายามจะเป็นมากเท่าไร โอกาสที่จะลดน้ำหนักให้ได้ตามเป้าหมายก็มีน้อยเท่านั้น น้ำหนักมีความสัมพันธ์กับภาพลักษณ์ และเมื่อคุณยอมรับรูปร่างตามธรรมชาติของคุณ คุณก็สามารถทำให้ตัวเองดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

สิ่งที่ควรทำ

          ใช้เวลา 5 นาทีในตอนเช้ากล่าวย้ำข้อความที่เป็นบวกกับตัวเอง เช่น “ฉันชอบหุ่นตัวเอง” หรือ “ฉันดีใจที่น้ำหนักลดลงใกล้เคียงกับที่ฉันตั้งใจไว้” การทำเช่นนี้อาจทำให้คุณรู้สึกแปลกๆ ในตอนต้น แต่หลังจากนั้นสักพัก คุณจะเชื่อในสิ่งที่คุณบอกกับตัวเอง

6.    ทำวันนี้ให้ดี

          เพื่อให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จคุณต้องจัดการกับนิสัยที่ไม่ดีของคุณ และรูปแบบการกินที่ไม่ดีในแต่ละวัน คุณกินของว่างจำพวกมันฝรั่งทอดกรอบและช็อกโกแลตมาเกือบตลอดทั้งชีวิต การบอกตัวเองว่าจะไม่แตะต้องของว่างไขมันสูงพวกนี้อีก จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่าบอกตัวเองว่าวันนี้คุณจะไม่กินมันฝรั่งทอดกรอบหรือช็อกโกแลต เพราะจิตได้สำนึกของคุณตอบสนองต่อเวลาในปัจจุบันได้ดีที่สุด แต่จงกล่าวข้อความเหล่านี้แทน เช่น “ทุกวันนี้ฉันกำลังเดนิหน้าลดน้ำหนัก เพื่อให้ใส่ยีนส์ตัวใหม่ได้ทุกวันนี้ฉันระมัดระวังเรื่องอาหารการกินอย่างมาก และฉันรู้ว่าฉันควรหยุดกินทันทีที่รู้สึกอิ่มและหายหิว”

สิ่งที่ควรทำ

          จดจำเป้าหมายให้ขึ้นใจ ลองหาคำตอบดูว่า การไปให้ถึงน้ำหนักที่ตั้งเป้าไว้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน จำไว้ว่าองค์การอนามัยโลก (the World Health Organization) แนะให้ลดน้ำหนักได้ไม่เกิน 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ จากนั้นกำหนดเป้าหมายขั้นต่อไปที่เล็กลง อันจะนำไปสู่จุดหมายได้สำเร็จง่ายขึ้น วิธีนี้จะทำให้คุณเดินไปตามเป้าที่กำหนดไว้โดยไม่สะเปะสะปะ และทุกครั้งที่คุณเดินไปถึงเป้าหมายนั้น ให้คุณกล่าวชมเชยตัวเอง จากนั้นเดินหน้าสู่เป้าหมายต่อไป

PostHeaderIcon คอนแทคเลนส์แฟชั่น ทำวัยรุ่นไทยเสี่ยงตาบอด

เอากันใหญ่แล้ว!!! สำหรับวัยรุ่นไทย กับการนิยมชมชอบแฟชั่นต่าง ๆ นานา ที่มาจากต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี โดยเฉพาะที่กำลังแพร่หลายอยู่ในขณะนี้ อย่างเทรนด์ “ตาเล็ก” ,”ตาชั้นเดียว” หรือแม้กระทั่ง “ดวงตาสีสันต่าง ๆ” ที่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเสียเวลาไปผ่าตัดให้สิ้นเปลือง เพราะเค้าใช้!!! “คอนแทคเลนส์”

          ถึงแม้ที่ผ่านมา จะมีข่าวคราวกรณีที่มีทั้งเด็กตาอักเสบ ตาบวม บางรายจนถึงขั้นตาบอดไปเลย เหตุเพราะใส่คอนแทคเลนส์ผิดวิธี แต่นั่น!! ก็ไม่ได้ทำให้ความนิยมของแฟชั่นเสริมสวยดวงตาลดลงแต่อย่างไร กลับยิ่งทวีความนิยมสูงขึ้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะราคาของคอนแทคเลนส์ที่ถูกแสนถูก มีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ส่วนระยะเวลาการใช้งานก็มีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ 1 เดือนไปจนถึง 1 ปี แล้วแต่ความสะดวกของผู้ใช้

          ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังสามารถหาซื้อได้ง่าย จากเดิมที่มีขายแต่ร้านแว่นตา หรือจำเป็นต้องแพทย์สั่งเท่านั้น แต่ปัจจุบันกลับมีวางขายตามแผงค้าตามแหล่งแฟชั่น ตลาดนัด รวมไปถึงการวางจำหน่ายในเว็บไซต์ ทำให้ผู้บริโภคหาซื้อมาสวมใส่ได้ง่ายยิ่งขึ้น และด้วยเหตุผลนี้เอง ที่ทำให้วัยรุ่นไทยกำลังเสี่ยงกับการอันตรายถึงขั้นตาบอดได้…

          เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.วิชัย ประสาทฤทธา ภาควิชาจักษุวิทยา รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า โดยปกติแล้วการสวมใส่คอนแทคเลนส์ หรือเลนส์สัมผัส มีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้น้อยมาก หากมีการดูแลรักษาความสะอาดของคอนแทคเลนส์ตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง ส่วนในรายที่เกิดอาการ อาจเป็นเพราะผู้สวมใส่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการรักษาความสะอาด และอาจสวมใส่คอนแทคเลนส์ในเวลานอนหลับ เพราะนั่นถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเวลานอนดวงตาได้รับออกซิเจนน้อยลง ออกซิเจนจะไปเลี้ยงกระจกตาได้น้อยกว่าปกติ จึงเกิดการติดเชื้อขึ้น และเนื่องจากเป็นเลนส์สัมผัส ทำให้อาการติดเชื้อมีความรุนแรงและลุกลามอย่างรวดเร็ว จนถึงขั้นทำให้ตาบอด…

          หากยังคงให้ตัวอันตรายอย่าง “คอนแทคเลนส์” หาซื้อได้ง่ายเช่นนี้ เหล่าวัยรุ่นไทยกว่าครึ่งต้องเสี่ยงตาบอดกันเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ออกประกาศควบคุมมาตรฐานคอนแทคเลนส์ (contact lens ) หรือเลนส์สัมผัส โดยจะต้องจัดให้มีฉลากบนภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อและต้องแสดงข้อความภาษาไทยที่อ่านได้ชัดเจน ทั้งนี้จะมีภาษาอื่นด้วยก็ได้ แต่ความหมายต้องตรงกับข้อความภาษาไทย

          ส่วนในแต่ละรายการจะต้องแสดงชื่อคอนแทคเลนส์ และวัสดุที่ใช้ทำ บอกคุณสมบัติของเลนส์ บอกชื่อของสารละลายที่ใช้แช่เลนส์ ระยะเวลาการใช้งาน ให้ละเอียด ยกเว้นคอนแทคเลนส์ ที่ไม่กำหนดระยะเวลาการใช้งาน มีเดือนปีที่หมดอายุ เลขที่ใบอนุญาตเครื่องมือแพทย์ ชื่อและสถานที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ในกรณีที่นำเข้าให้แสดงชื่อผู้ผลิต เมืองและประเทศผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์นั้นด้วย โดยต้องระบุชนิดของเลนส์ให้ชัดเจนว่า เป็นเลนส์ชนิดใช้งานพียงครั้งเดียว หรือชนิดใส่และถอดทุกวัน รวมถึงข้อความว่า โปรดอ่านเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ก่อนใช้ และพิมพ์ข้อความว่า การใช้คอนแทคเลนส์ ควรได้รับการสั่งใช้และตรวจติดตามทุกปีโดยจักษุแพทย์ หรือผู้ประกอบโรคศิลปะ

          ที่สำคัญคือ ข้างบรรจุภัณฑ์จำเป็นต้องพิมพ์คำแนะนำ คำเตือน ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้เลนส์ไว้ว่า การใช้คอนแทคเลนส์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ที่ผิดวิธี มีความเสี่ยงต่อการอักเสบ หรือการติดเชื้อของดวงตา อาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียสายตาอย่างถาวรได้ โดยให้แสดงข้อความการห้ามใช้ดังนี้คือ

          1. ห้ามใส่คอนแทคเลนส์นานเกินระยะเวลาที่กำหนด

          2. ห้ามใช้ร่วมกับบุคคลอื่น

          3. ห้ามใส่คอนแทคเลนส์ทุกชนิดเวลานอน ถึงแม้ว่าจะเป็นชนิดใส่นอนได้ก็ตาม

          ควรถอดล้างทำความสะอาดทุกวัน และกำหนดให้พิมพ์ข้อความควรระวัง ผู้ที่ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ ดังนี้ คือ ผู้ที่มีสภาวะของดวงตาผิดปกติ เช่น เป็นต้อเนื้อ ต้อลม ตาแดง กระจกตาไวต่อความรู้สึกลดลง ตาแห้ง หรือกระพริบตาไม่เต็มที่ และให้ใช้น้ำยาล้างเลนส์ที่ใหม่ และเปลี่ยนน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้งที่แช่เลนส์ ควรเปลี่ยนตลับใส่คอนแทคเลนส์ทุก 3 เดือน

          แต่ถึงแม้จะมีฉลากอยู่ข้างบรรจุภัณฑ์แล้วก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเอามาใส่แล้วจะไม่เป็นอันตรายต่อดวงตา หากผู้ที่สวมใส่ไม่ใส่ใจในการรักษาความสะอาด และยังคงใส่ผิดวิธี อันตรายก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

          ซึ่งการสวมใส่คอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมนั้น ควรสวมใส่ได้ในระยะเวลา 8-12 ชั่วโมงติดต่อกัน โดยหลังจากนั้นต้องดูแลทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ น้ำยาสลายคราบโปรตีน และน้ำยาแช่ฆ่าเชื้อ โดยคอนแทคเลนส์รายเดือนนั้นมีอายุการสวมใส่ 1- 1 เดือนครึ่ง ขึ้นอยู่กับการดูแลทำความสะอาด หากไม่รักษาความสะอาดให้ดีเพียงแค่ 2 สัปดาห์ก็อาจจะมีสิ่งสกปรกตกค้างจนต้องเปลี่ยนคู่ใหม่ แต่หากรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี ก็จะทำให้อายุการใช้งานนานขึ้นไปด้วย

          ที่สำคัญที่ต้องล้างมือให้สะอาดและทำให้แห้งก่อนสัมผัสเลนส์ การสวมและการเปลี่ยนเลนส์ก็ให้เป็นไปตามระยะที่กำหนด การล้างและการเก็บรักษาเลนส์ก็ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนภาชนะที่เก็บเลนส์ก็ต้องรักษาให้สะอาดอยู่เสมอ

          ห้ามใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับบุคคลอื่น ห้ามใส่ขณะว่ายน้ำเพราะอาจทำให้ติดเชื้อที่ตา และต้องถอดทำความสะอาดทุกวัน

          หากมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหรือปวดตาเป็นอย่างมาก ร่วมกับอาการแพ้แสง ตามัวลง น้ำตาไหลมาก ตาแดง ให้หยุดใช้คอนแทคเลนส์ทันที และให้รีบไปพบแพทย์หรือจักษุแพทย์โดยเร็ว…

          เพียงเท่านี้ คุณก็จะปลอดภัยจากการอันตรายที่อาจเกิดจากคอนแทคเลนส์ได้แล้ว หากแต่หลีกเลี่ยงไม่ใส่เลยน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด เพราะการสวยแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึงอะไร น่าจะปลอดภัยกว่า 100% นะคะ

PostHeaderIcon คู่รักพึงตรวจก่อนแต่ง เพิ่มความมั่นใจให้กับคู่ชีวิต

คู่รักหลายคู่ที่กำลังวางแผนแต่งงานหรือมีบุตร อาจกำลังคิดถึงการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ มากมาย แต่สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือการตรวจสุขภาพก่อนการสมรสหรือก่อนการมีบุตร เป็นการตรวจที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงสำหรับคู่สมรส

 

พญ.ปวีณา ศรีมโนทิพย์  สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานี ให้เหตุผลถึงความจำเป็นของการตรวจนี้ว่า เพื่อตรวจหาโรคที่สามารถติดต่อกันได้ระหว่างสามีภรรยาและลูก โรคทางพันธุกรรม ตรวจหาภูมิคุ้มกันของโรคที่สำคัญ รวมถึงประเมินความเสี่ยงต่างๆ เพื่อจะได้วางแผนการมีบุตรอย่างเหมาะสม ปัจจุบันโรงพยาบาลจะมีโปรแกรมการตรวจสุขภาพชนิดนี้ ให้บริการเกือบทุกโรงพยาบาล

การตรวจสุขภาพก่อนการสมรสหรือก่อนการมีบุตรประกอบด้วยอะไรบ้าง

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะพูดคุย ซักประวัติเบื้องต้น และตรวจร่างกายพื้นฐาน จากนั้นจึงส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้

ตรวจหาหมู่เลือด วิธีการแบ่งหมู่เลือดมีหลายวิธี ที่ใช้เป็นประจำ คือ หมู่เลือด ABO และหมู่เลือด Rh การแบ่งแบบ ABO จะแบ่งเป็นกรุ๊ป A, B, O และ AB ส่วนการแบ่งแบบ Rh จะแบ่งเป็น Rh positive (+) และ Rh negative (-) คนไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Rh positive ค่ะ กลุ่ม Rh negative พบได้เพียง 0.3% กลุ่มนี้ถือเป็น “หมู่โลหิตหายาก”  หากมีความจำเป็นต้องใช้เลือดควรมีการเตรียมล่วงหน้า นอกจากนี้ในกรณีตั้งครรภ์ ถ้าคุณแม่มีเลือด Rh negative และลูกในครรภ์เป็น Rh positive คุณแม่จะสร้างภูมิต้านทานต่อเม็ดเลือดแดงของลูก ขณะตั้งครรภ์ ลูกคนแรกจะไม่เกิดปัญหาใดๆ แต่เมื่อตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง ภูมิต้านทานนี้จะไปทำลายเม็ดเลือดแดงของลูกคนที่สอง ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางในทารก เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตในครรภ์ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการป้องกันการสร้างภูมิต้านทานชนิดนี้ขณะตั้งครรภ์

ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เป็นการตรวจเพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจาง ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ในบางสาเหตุสามารถให้การรักษาก่อนได้ หากขณะตั้งครรภ์มีภาวะโลหิตจาง จะส่งผลให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า มีน้ำหนักตัวน้อย เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้ นอกจากนี้ สามารถดูความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดได้ด้วย

โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคนี้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ผ่านทางยีนด้อย หมายความว่าลูกจะต้องได้รับสารพันธุกรรมที่ผิดปกติจากพ่อและแม่ จึงจะเป็นโรค ความผิดปกติของโรคนี้คือ เม็ดเลือดแดงจะมีลักษณะผิดปกติและแตกง่าย ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง โรคธาลัสซีเมียมีหลายชนิด ความรุนแรงตั้งแต่น้อยมาก ไม่มีอาการ จนกระทั่งมีเลือดจางมากถึงขั้นเสียชีวิต คุณพ่อคุณแม่ที่เป็นพาหะของโรค หรือมียีนแฝงอยู่ในตัว ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการอะไร  เพราะฉะนั้นการที่มีสุขภาพแข็งแรงดี หรือผลการตรวจสุขภาพทั่วไปปกติ ไม่สามารถรับประกันได้ค่ะว่าไม่มียีนของโรคนี้อยู่ การตรวจหาสารพันธุกรรมชนิดนี้ เป็นการตรวจเฉพาะเจาะจง ซึ่งในการตรวจสุขภาพทั่วไปจะไม่มีการตรวจในส่วนนี้  หากตรวจพบว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นพาหะของโรค จะสามารถประเมินความเสี่ยงของทารกได้ ว่ามีโอกาสเป็นโรคมากน้อยเพียงใด หรือจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดหรือไม่

ตรวจหาภูมิต้านทานโรคหัดเยอรมัน โรคหัดเยอรมันเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ เนื่องจากหากได้รับเชื้อในขณะที่ตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์มีโอกาสจะพิการสูง ความพิการที่เกิดขึ้น เช่น ผนังกั้นหัวใจรั่ว หูหนวก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น จึงแนะนำให้ตรวจดูว่ามีภูมิต้านทานหรือไม่ และรับการฉีดวัคซีนในกรณีที่ยังไม่มีภูมิต้านทาน การตรวจดูภูมิต้านทานนี้จะตรวจเฉพาะว่าที่คุณแม่เท่านั้น

ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ในส่วนของไวรัสตับอักเสบชนิดบี จะมีการตรวจ 2 ส่วนคือ ตรวจดูการติดเชื้อ และตรวจดูภูมิต้านทาน ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี กลุ่มหนึ่งจะไม่แสดงอาการอะไร และสร้างภูมิต้านทานขึ้นเอง ส่วนในอีกกลุ่มหนึ่งจะมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกาย สามารถถ่ายทอดไปยังผู้อื่นได้ เรียกว่าเป็น “พาหะ” ส่วนหนึ่งของคุณแม่ที่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย จะสามารถถ่ายทอดเชื้อไปยังลูกได้ ทำให้ทารกมีโอกาสเป็นตับอักเสบเรื้อรัง หากตรวจพบว่าไม่มีเชื้อและไม่มีภูมิต้านทาน แนะนำให้ฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันไว้ ส่วนกรณีว่าที่คุณแม่เป็นพาหะของโรค ระหว่างตั้งครรภ์อาจจะมีการตรวจเพิ่มเติม หรือพิจารณาให้สารภูมิคุ้มกันกับลูกทันทีที่คลอด

โรคซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สามารถตรวจได้จากการตรวจเลือด กรณีที่มีการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษา จะมีโอกาสแท้ง เกิดภาวะทารกบวมน้ำ จนกระทั่งเสียชีวิตในครรภ์ได้ หรือทารกบางคนอาจจะมีการติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิด ถ้าว่าที่คุณพ่อคุณแม่ตรวจพบก่อน โรคนี้สามารถรักษาได้

โรคเอดส์ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส “เอช ไอ วี” เมื่อติดเชื้อแล้ว ก็จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานลดลง หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอดส์ ไม่ได้ทำให้ทารกในครรภ์พิการ เพียงแต่มีโอกาสที่ทารกแรกเกิดจะติดเชื้อ เอช ไอ วี ได้ กรณีที่ตรวจพบว่ามีการติดเชื้อ เอช ไอ วี คุณพ่อคุณแม่บางคู่อาจจะตัดสินใจไม่มีลูก เลือกจะคุมกำเนิดแบบถาวร หรือกรณีที่ต้องการมีลูก ก็สามารถลดความเสี่ยงที่ลูกจะได้รับเชื้อโดยการให้ยาต้านไวรัสขณะตั้งครรภ์ได้

จากที่กล่าวมาข้างต้น คงเห็นแล้ว ว่าการเตรียมตัวก่อนการสมรส หรือก่อนที่จะมีลูกนั้นมีความสำคัญแค่ไหน หากมีการเตรียมพร้อมที่ดี จะทำให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ป้องกันและลดความเสี่ยงต่างๆ ได้พอสมควร

PostHeaderIcon ชีวิตจนยากลำบากมาตั้งแต่สมัยวัยเด็ก ยังจะต้องรับกรรมยามแก่

ผู้ที่เคยประสบความทุกข์ยากและความยากลำบากในชีวิตมาตั้งแต่ เด็ก   อาจจะยังคงต้องรับกรรมเมื่อตอนบั้นปลายของชีวิต   ต้องประสบกับการเจ็บป่วยระยะยาวเข้าอีก

 

 

รายงานผลการศึกษาเสนอในที่ประชุมสมาคมนักจิตวิทยาอเมริกันหลายเรื่องส่อว่า ความทุกข์ที่เกิดจากความยากจนหรือถูกทารุณกรรมมาสมัยตั้งแต่เด็ก   ยังจะไล่ตามติดตัวมาอย่างกระชั้นชิด

รายงานการศึกษาเรื่องหนึ่ง กล่าวว่า ผู้ที่เกิดมาจากครอบครัวที่ยากจน มักจะมีหลอดเลือดที่แข็งกระด้าง และความดันโลหิตสูง และการศึกษาเรื่องหนึ่ง ก็มีผลปรากฏว่า เด็กที่มาจากบ้านช่องที่จนยาก มักจะรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง กับเหตุการณ์ในสังคมที่ทำจำลองขึ้นในการทดสอบ   ทั้งยังมีอาการความดันโลหิต   และอัตราการเต้นของหัวใจ   แสดงความโกรธแค้นในการทดสอบต่างๆในห้องปฏิบัติการออกมาสูง
ศาสตราจารย์คาเรน   แมทธิวส์   หัวหน้าคณะผู้ศึกษา กล่าวว่า   ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นความเกี่ยวพันของความทุกข์ยากในสมัยเด็ก   กับชะตากรรมจะต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดเลือดและหัวใจ   ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต”.

PostHeaderIcon กลวิธีสลายเซลลูไลท์แบบง่าย

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า เซลลูไลท์ กลายเป็นปัญหากวนใจที่มักทำให้ใคร ๆ หลายคนขาดความมั่นใจไปอย่างมาก…เราเลยไม่รอช้า รีบไปค้นหาวิธีสลายเซลลูไลท์ง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ…

วิธีสลายเซลลูไลท์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้…

           เมโซเธอราปี เป็นวิธีการสลายไขมันเฉพาะส่วน ด้วยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังชั้นเมโซเดิร์ม (Mesoderm) ซึ่งมีผลทำให้กระบวนการเกิดไขมันถูกขัดขวาง และสลายตัวในที่สุด วิธีนี้ควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 8-10 ครั้ง

           คาร์บ็อกซี เธอราปี เป็นอีกหนึ่งวิธีสลายไขมันเฉพาะส่วน โดยจะมีการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เพื่อสลายเซลลูไลท์และไขมัน ทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญไขมันมากขึ้น และทำให้เซลลูไลท์สลายตัวไปในที่สุด ซึ่งโดยเฉลี่ยมักทำกันไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์

           การนวดด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ เป็นการนวดผิวด้วยคลื่นอัลตร้าซาวน์ (Ultrasound) โดยทายาสลายไขมันไว้ตามร่างกาย ส่วนที่ต้องการลดและใช้เครื่องนวดไปตามบริเวณนั้นๆ เพื่อให้ยาซึมลงไปใต้ผิวหนังได้ลึกขึ้นและช่วยสลายเซลลูไลท์

           การนวดแบบแอนเดอร์โมโลยี วิธีนี้เป็นการนวดกำจัดเซลลูไลท์เฉพาะส่วน ด้วยเครื่องสุญญากาศ โดยส่วนหัวของเครื่อง จะมีท่อสุญญากาศอยู่ตรงกลางและด้านข้างเป็นลูกกลิ้งคู่ขนาน เมื่อต้องการใช้งาน ท่อสุญญากาศจะทำหน้าที่ดูดผิวบริเวณที่ต้องการขึ้นมา และลูกกลิ้งด้านข้างจะทำหน้าที่นวดเนื้อบริเวณนั้น โดยควรทำติดต่อกัน 14 ครั้ง…7 ครั้งแรก ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และลดลงเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือทำตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

           การออกกำลังด้วยเครื่องโฮบอดี้ไวเบรชั่น หลักการทำงานของเครื่องนี้ คือ เมื่อยืนอยู่บนเครื่องไวเบรชั่น เครื่องจะเกิดการสั่นสะเทือนทำให้ร่างกายสั่นสะเทือนตาม ซึ่งให้ผลเหมือนการนวดตัว และสลายเซลลูไลท์ในเวลาเดียวกัน ควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 10-20 นาทีตามขนาดของร่างกายและปริมาณไขมัน

           ทั้ง นี้ ในการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ช่วยในการสลายเซลลูไลท์นี้ สามารถเห็นผลได้นาน 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งจะให้ดีวิธีที่เรียกว่าดีที่สุด น่าจะเป็นการควบคุมอาหารบวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะดีกว่า เพราะจะทำให้เซลลูไลท์ก่อตัวได้ช้าลง อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วยค่ะ

PostHeaderIcon จักรวาลมีดาวทั้งหมด 300,000,000,000,000,000,000,000

การศึกษาหาจำนวนดวงดาวทั้งหมดในจักรวาลครั้งใหม่ ทำให้ได้จำนวนมากเกินกว่าที่เคยคาดคิดกันมาก หรือมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนเคยคำนวณถึง 3 เท่า มันมีจำนวนเท่ากับ 3 ตามด้วยศูนย์ 23 ตัว

วารสารเรื่องวิทยาศาสตร์ “ธรรมชาติ” ของสหรัฐฯรายงานว่า การศึกษาครั้งใหม่ทำโดยนักดาราศาสตร์ปีเตอร์ แวน ด็อกคุม และนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ชาร์ลี คอนรอย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

นักวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปเชื่อว่า จักรวาลประกอบด้วยหมู่ดวงดาวมากระหว่าง 100 พันล้านถึง 1 ล้านล้านดวง และแต่ละหมู่ดวงดาวก็มีดาวมากระหว่าง 100 พันล้าน ถึง 1 ล้านล้านดวง.